นมัสเต อินดี้อินเดีย ว่าด้วยเรื่องรถสาธารณะและการจราจร

นมัสเต ชาวอินดี้ ที่สนใจเรื่องราวของอินเดีย ดินแดนแห่งแกงกะหรี่และโรตีหอมอร่อย ติดตามกันมาตั้งแต่ออกจากสนามบิน จนมาถึงโพสต์นี้ เอาหล่ะ เราลากกระเป๋าเข้าเมืองกันเถอะ ปายยยยย ชาลเต้! (chalte = ไป)

ขอเกริ่นซักนิดส์ อิงวิชาการซักหน่อย คือด้วยความที่อินเดียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่อลังวังเฟร่อออออ ประชากันเป็นพันล้านคน แต่ละส่วนของประเทศจึงแบ่งการปกครองเป็นรัฐ ในหนึ่งรัฐก้อมีหลายจังหวัดหลายเมือง คล้ายกับประเทศอเมริกา แต่ต่างกันตรงที่แต่ละรัฐในอินเดียจะไม่ได้ปกครองตัวเองหรือมีกฎหมายของตัวเองแบบอเมริกาซะทีเดียว กฎหมายของทุกรัฐขึ้นตรงกับรัฐบาลอินเดีย แต่ก้ออีกหล่ะ แต่ละรัฐในอินเดียแน่นอนว่ามีความอินดี้เป็นของตัวเอง อย่าแปลกใจถ้าเราไปที่เมือง A แล้วใบเสร็จโชว์ภาษีสินค้าชนิดนี้ 20% แต่ในเมือง B สินค้าชนิดเดียวกัน ภาษีอาจจะแค่ 15% ฮัดดดดช่า! อินดี้ป่ะหล่ะ (ณ ตอนนี้รัฐบาลอินเดียกำลังพยายามปฏิรูปการบริหารประเทศแบบใหม่ให้เป็น one nation one tax ก้อต้องรอดูกันต่อไปว่าจะออกมาในรูปแบบไหน) หรือในรัฐเดียวกันแต่คนละเมือง เมือง A ขายแอลกอฮอล์กับบุหรี่ไม่ได้ แต่เมือง B ขายได้ อินดี้อีกแล้ววววว ดังนั้น การไปอินเดียทุกครั้ง มันจะมีอะไรใหม่ ๆ ทุกครั้ง ถามเพื่อนข้าง ๆ คุณที่เคยไปอินเดียมากกว่า 1 ครั้งได้เลยว่า แต่ละทริปมันไม่มีอะไรเหมือนเดิม จะมีสีสรร โหด มันส์ ฮา ภารตะสุด ๆ ขนาดไหน ป่ะ ไปลองดูกัน

เยื้องย่างเข้าเมืองแล้วเราไปดูสภาพการจราจรและยานพาหนะที่วิ่งกันให้ขวักไขว่กันก่อนเลยดีกว่า จะได้เตรียมจายยยยยยไว้ก่อน ณ จุดจุดนี้

คำว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ อันนี้เรารู้กันอยู่แล้ว แต่คำพูดนี้จะดูละอ่อนไปเลยถ้าได้มาที่อินเดีย หึหึ อย่างที่เรารู้และเคยได้ยินกันมาเกี่ยวกับการจราจรที่แสนนนนนจะอบอุ่นใจในอินเดีย ไม่สุขใจได้ไง พี่เค้าอยากจอดรถคุยกันตรงไหนก้อจอด ไฟเขียวแล้วก้อยังไม่ไป จอดแช่อยู่ตรงนั้นหล่ะ ตรงนั้นคือกลางสี่แยกไฟแดงนะคุณพี่! พอแหงะหน้าเข้าไปดู เอ๊า พี่เค้าเอาข้อศอกนั่งเท้ากระจกรถคุยโทรศัพท์ในรถอย่างชิล เหมือนจอดรถคุยในทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่ไม่มีใครคอยบีบแตรไล่หลังอยู่เลย ช่ายยยยยยย ข้างหลังเค้าบีบแตรให้ไป บีบอย่างแรง แต่ไปมั๊ย โนววว อินี่พี่เค้าไม่ไปนะนายจ๋า ไม่ใช่แค่รถเก๋ง มอเตอร์ไซค์ก้อไม่แพ้กันเลย ขับตีคู่กันไป คุยกันไป ไม่ต้องสนใจคนรอบข้างหรือคนข้างหลัง อ่ะ ก้อขับตามฉันไปซิ ฉันจะคุยกันไป ขับคู่กันไป ใครจะทำไม เออออออ กิ๊บเก๋นมัสเตมากกกกกก ที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือ มือนึงขับมอเตอร์ไซค์ไป อีกมือนึงถือโทรศัพท์คุยไป เหมือนพี่เค้าขับโทรไปคุยไปแถวเลียบชายหาด แบบชิลลลลเกิ๊นนนน

รถตุ๊กตุ๊ก : ยานพาหนะฮ้อตฮิตติดลมบน

auto-black-2

รถตุ๊กตุ๊ก หรือ รถออโต้ริกชอว์ คนขับรถตุ๊กตุ๊กพี่ไทยเราว่าแน่แล้ว เจอพี่แขกขับรถนี่ชิดซ้ายไปเลย ปาดได้ปาด เบียดได้เบียด ซอกเล็กซอกน้อย พี่เค้าซอกแซกไปได้หมด ด้วยสปีดแรงเกินร้อย! อย่างกับอยู่ในหนังแอ็คชั่นแต่ว่าแรงทะลุจอ!

แถวบ้านเราเรียกรถตุ๊กตุ๊ก แถวบ้านพี่ซิงห์เค้าเรียกรถออโต้ อันย่อมาจากคำว่า ออโต้ริกชอว์ (Auto rickshaw แปลตรงตัวว่าสามล้อถีบอัตโนมัติ ตรงตัวเป๊ะ) ความอินดี้ของยานพาหะนะประเภทนี้คือ รถออโต้ของละเมืองจะมีสีต่างกัน (มีใช้สีซ้ำกันบ้างบางเมืองเพราะมีหลายเมือง เฉดสีมีไม่ครบตามจำนวนเมือง ว่างั้นเถอะ) แต่จะไม่คละสีกันเป็นแท็กซี่ลูกกวาดแบบบ้านเรา ถ้ารถออโต้เมืองนั้นสีดำเหลือง ก้อจะเป็นออโต้สีดำเหลืองทั้งเมือง บางเมืองใช้เขียวเหลือง เราก้อจะเห็นออโต้สีเชียวเหลืองทั้งเมือง แต่จะมีข้อที่เหมือนกันคือรถออโต้ทุกคันจะมีมิเตอร์ แต่ก้อใช้ว่าจะกดมิเตอร์ใช้กันนะคะคุณ ก้ออีกหล่ะที่คล้ายบ้านเราคือ เจอคนต่างชาติ จะบอกราคา ไม่ใช้มิเตอร์ ตาสียายสาต่างเมืองอย่างเรา ถ้าไม่บอกก้อไม่รู้ว่ามีมิเตอร์ให้พี่แขกเค้ากดแล้วชาร์จเราตามระยะทาง ฉันเคยถามแล้วเอานิ้วชี้ ๆ จิ้ม ๆ ถู ๆ ไปที่มิเตอร์ ประมาณว่า ทำไมไม่ใช่มิเตอร์หล่ะ คนขับบางคนจะทำปากเบ้สะบัดนิ้วไปมาประมาณว่ามันเสีย ใช้ไม่ได้หรอก หรือบางคนเนียนทำเป็นไม่รู้ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ แหมมมมมม พอถามว่าร้านขายสาหรี่อยู่ตรงไหนเท่านั้นหล่ะ ตอบซะละเอียดยิบยาวไปถึงคาบสมุทรเบงกอลเลย แต่คนขับดี ๆ ที่ใช้และชาร์จตามมิเตอร์ก้อมีนะ ไม่ใช่ว่าจะแย่ทุกคนไป

พอขึ้นนั่งรถออโต้แล้ว ให้สังเกตว่ารถออโต้ทุกคันจะมีกระดาษเก่า ๆ สีน้ำตาล พับแล้วเสียบไว้ตามมุมต่าง ๆ ของรถ ไว้ตรงที่เสียบเหนือหัวคนขับบ้าง หลังพนักพิงคนขับบ้าง หรือข้าง ๆ เกียร์บ้าง มันคือชาร์ทที่บอกว่าถ้าเลขมิเตอร์ถึงตัวนี้ ต้องคิดเงินเรากี่รูปี ตัวเลขที่มิเตอร์ไม่ใช่ตัวเลขที่เราต้องจ่ายสตางค์นะจ้ะ ถ้าเราข้องใจ เราขอเค้าดูกระดาษแผ่นนั้นได้ ส่วนใหญ่เค้าจะไม่หวง ถ้าเราอ่านรู้เรื่อง เพราะตัวเลขมันถี่มากกกกกกกอย่างกะมาตรวัดอัตราส่วนทางภูมิศาสตร์! ในเมืองใหญ่ รถออโต้จะวิ่งได้ในพื้นที่จำกัดบริเวณเท่านั้น จะไม่สามารถข้ามไปอีกโซนนึงได้ ส่วนตัวฉันเคยเจอมาหนนึง วิ่ง ๆ ไป พี่เค้าจู่ ๆ ก้อจอดให้ลง แล้วก้อชี้โบ๊ชี้เบ๊อะไรก้อไม่รู้ ฉันก้อไม่ลงซิ ยังไม่ถึงที่หมายเลย งงกันไปงงกันมา พี่ซิงห์ที่นั่งจิบชาอยู่ริมทางเท้าคงจะรำคาญใจนังต่างด้าวคนนี้ที่ช่างไม่รู้อะไรเอาซะเลย ต้องเดินมาอธิบายว่า เธอจะต้องต่อแท็กซี่ต่อจากจุดนี้เพราะมันสุดเขตที่รถออโต้จะวิ่งได้ อ๋อออออออ ฉันก้ออ้าปากหว๋อไปถึงบางอ้อ แล้วทำไมตอนเรียกรถให้มา ถึงไม่บอกหล่ะว่ามาไม่ได้ จะได้เรียกแท็กซี่ทีเดียวให้จบ ๆ เงินแค่ไม่กี่รูปี พี่แกก้อเอา ต้องลำบากผู้โดยสารมาหารถต่อเองอีกนี่พี่เห็นใจฉานบ้างหม๋ายยยยย

me

กล่องมิเตอร์จะอยู่ด้านหน้าของส่วนที่นั่งผู้โดยสาร

auto-meter-list

เปรียบได้ราวกับแผนที่ชุมทรัพย์ แผ่นเทียบเลขมิเตอร์กับอัตราค่าโดยสารจะพับและถูกเสียบเก็บไว้ตามจุดต่าง ๆ ใกล้กับคนขับ ปกติเค้าจะไม่เรียกเก็บเงินเกิน แต่ถ้าเราดูแล้วว่าเค้าเก็บเงินเราแบบว่ายอดสูงเฟร่ออออ คือ จะโกงแน่ ๆ ก้อให้เรียกแผนที่ซ่อนขุมทรัพย์นี้ออกมาเทียบดูก่อนจ่ายเงิน ประมาณว่า เออ ชั้นรู้ทันนะ!

auto-blue-1

ส่วนคันนี้ เป็นรถออโต้ริกชอว์อีกแบบนึง แต่ส่วนใหญ๋จะใช้กับคนอินเดียท้องถิ่นเท่านั้น เพราะไม่มีมิเตอร์ แล้วก้อวิ่งในระยะสั้น เป็นจุดเป็นบริเวณ ไม่ได้วิ่งในเส้นทางสาธารณะทั่วไป

รถสามล้อถีบ

rickshaw-1

ตามแยกใหญ่ ๆ ก้อปั่นกันไป คนขับไม่ค่อยลุ้น แต่คนนั่งนี่ลุ้นตลอดโดยเฉพาะตอนที่ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว พี่เค้าสับขาปั่นซะน่องปูด สายสตองมากอาชีพนี้ นับถือเลย

rickshaw-3

ในสถานที่คับขัน อย่างเช่น ตลาด รถสามล้อถีบเป็นพานหะที่คล่องแคล่วและได้รับความนิยมที่สุด สามารถลัดเลาะไปได้ทุกที่แม้กระทั่งซอยเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนว่าคนจะเดินสวนกันยังลำบาก แต่พี่ริกชอว์เค้าทำได้ ฮัดช่า!

อันนี้เป็นรถสามล้อตัวจริง ไม่มีสลิง ไม่มีสตั๊นท์ และไม่มีเครื่องยนต์ให้เป็นออโต้ เราจะเห็นรถสามล้อถีบแบบนี้ในสารคดีมากมายเกี่ยวกับประเทศอินเดีย ใจฉันทีแรกรู้สึกสงสารคนถีบสามล้อมาก ๆ กล้ามเนื้อน่องและลำขางี้แน่นเปรี๊ยะมาก งานใช้แรงงานกลางแดดร้อนและฝุ่นควันต้องใช้พลังกายมากและความอดทนอย่างมากทีเดียว แต่แล้วฉันก้อเข้าใจมากขึ้นเมื่อครั้งนึงได้มีโอกาสพูดคุยกันไปแบบชิล ๆ ตอนที่ฉันตัดสินใจนั่งรถสามล้อถีบไปเป็นครั้งแรก เค้ายังหนุ่มยังแน่นอยู่ สื่อสารภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย พอเข้าใจ ฉันนั่งสามล้อถีบในตลาดโซนเมืองเก่าที่เดลลีที่รายล้อมไปด้วยความวุ่นวายยุ่งเหยิง ทั้งคน ทั้งรถ ร้านค้า ผู้คน แต่น่าแปลกที่ว่าบทสนทนาสั้น ๆ เรื่อย  ๆ เปื่อย ๆ ของเราทำให้บรรยากาศเหล่านี้กลับดูมีเสน่ห์ เค้าบอกว่าเค้าชอบทำอาชีพนี้ คือไม่ถึงกับใจรัก แต่ก้อเป็นอาชีพที่ดี มีรายได้มาให้ครอบครัว ได้เจอผู้คนเยอะแยะ ได้อยู่ในบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา จะทำงานเมื่อไหร่ก้อได้ เหนื่อยก้อพัก ร้อนก้อหยุด จิบชา หาโรตีกิน สบายดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เออออนะ เค้าก้อชิลดีมีความสุขกับชีวิต ถ้ามีโอกาส ก้ออยากให้ลองใช้บริการรถสามล้อถีบกันดู นั่งรถให้ลมเอื่อย ๆ ตีหน้าไป ชวนคนถีบรถคุยไป ฉันชอบนะ เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่บอกไม่ถูก ฉันว่ามันเข้าถึงความเป็นอินเดียได้ดีจัง

รถแท็กซี่

หลัก ๆ จะเป็นแท็กซี่สีดำเหลือง ส่วนใหญ่เป็นรถยุโรปรุ่นเก่าอย่าง Volkswagen หรือ fiat เป็นแนวรถตู้เล็กก้อมี การคิดสตางค์จากผู้โดยสารคือใช้มิเตอร์ และแน่นอน เหมือนรถออโต้ คือถ้าเจอคนต่างชาติ จะบอกราคามาเลย ไม่ใช้มิเตอร์ เราก้ออย่าขึ้นรถคันนั้น ส่วนที่ต่างกันคือตัวเลขที่แสดงอยู่บนมิเตอร์ในรถแท็กซี่จะเป็นตัวเลขที่เราจ่ายจำนวนนั้นได้เลย ไม่ต้องหยิบกระดาษออกมาเทียบบรรยัดไตรยางค์แบบรถออโต้ รถแท็กซี่ที่นี่ไม่นิยมเปิดแอร์ นัยว่ามันจะเปลืองแก๊ส ไมคุ้มค่ามิเตอร์ แต่ถ้าเรารู้สึกร้อนมาก ๆ หรือทนควันรถไม่ไหวแล้ว ก้อบอกให้เค้าเปิดแอร์ได้ แต่เราต้องทำหน้าโกรธจัด ไม่ยอม ฉันขอสู้ตายถ้าแกไม่เปิดแอร์ ฉันบีบคอแกแน่ ๆ ต้องเล่นใหญ่หน่อย ไม่งั้นพี่แกจะชิล ๆ ทำเนียนเหมือนไม่ได้ยินหรือไม่เข้าใจที่เราพูด ทำให้เราต้องงัดไม้ตายออกมาทุกครั้ง “Where is Sari or jewelry shop?!??!” เท่านั้นหล่ะ พ่นภาษาอังกฤษตอบกลับมาไฟแล่บ! (ปล. รถแท็กซี่ลักษณะนี้ แอร์ในรถที่เราให้เปิด อย่าใช้คำว่าแอร์เลย เรียกว่าลมเบา ๆ ที่พ่นออกมาจากช่องแอร์จะถูกต้องกว่า…..)

taxi

 

auto-black-1

ac-cap

แท็กซี่แบบมีแอร์ เรียกว่า เอซีแท็กซี่ (AC taxi)

รถใต้ดิน (metro)

จะมีเฉพาะในบางเมืองเท่านั้น รถใต้ดินมีเยอะหลายสาย แต่อย่าเพิ่งจินตนาการไปว่ามันคงจะเป็นระบบระเบียบเหมือนที่ญี่ปุ่นหรือในยุโรป อินเดียเป็นประเทศที่อินดี้มีความเป็นตัวของตัวเองสุด ๆ การยืนรอขึ้นหรือลงรถไฟฟ้าเหมือนการรอขึ้นลงรถเมลล์ ไม่มีคิว ไม่มีคำว่าเด็ก สตรี และคนชรามาก่อน การใช้รถสาธารณะที่นี่เราต้องเล่นเบอร์โหด บอกเลย เปรียบประดุจได้กับการเล่นเก้าอี้ดนตรี ใครเบียดเข้าได้ก่อน เข้าไป ใครเบียดไม่ได้ ก้อรอขึ้นทีหลัง หรือถ้าเต็ม ก้อต้องรอคันต่อไป

subway-station

สถานีรถไฟใต้ดินที่เมืองเดลฮี ชื่อสถานี Rajiv Chowk ที่ Connaught Place

พอนำร่างเบียดเข้าไปในรถได้แล้ว ก้ออย่าหวังว่าจะได้ที่นั่ง ต้องยืนห้อยโหนกระเด้งหน้ากระเด้งหลังกันไปจนถึงจุดหมายปลายทาง แต่ถ้าเราต้องการที่นั่งเหรอ ง่ายมาก ก้อนั่งกันตรงนั้นเลย! หือออมมมม จริ๊งงงงง โอ้วเย่ ภาพที่ฉันเห็นคือตรงที่ว่างทางเดินในตัวรถไฟฟ้า พี่เค้านั่งกันเลย อยากนั่งตรงไหนก้อนั่ง เข่าชนเข่า ไหล่ชนไหล่ เหมือนนั่งปิคนิคกันในสวนสาธารณะ บางคนเอาขนมออกมากินไป คุยกันไป เพลิดเพลินดีแท้ โหหหหหห แต่ถ้าถามว่าแปลกใจมั๊ย บอกเลยว่าไม่เท่าไหร่ ตอนนั้นฉันเริ่มเข้าใจความอินดี้ของพี่ ๆ อินเดียเค้าขึ้นมาบ้างแล้วหล่ะ

in-train

ความอินดี้ของพี่อินเดีย กับที่นั่งระดับ VIP ในรถไฟฟ้า …. เพลินนนนนนเค้าหล่ะ

ปล. ส่วนตัวอยากบอกไว้เลยว่าถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ พยายามเลี่ยงการใช้รถใต้ดินหรือรถเมลล์จะดีกว่า ไม่ใช่ว่าเราต้องไฮโซหรืออะไร แต่เราสู้แรงเบียดพวกเค้ายากมากกกก นอกจากเราต้องมาเบอร์หนาจริงเบอร์ใหญ่จริง ไม่งั้นต้องรอคันถัดไป แต่ก้ออีกหล่ะ ที่เราต้องใช้พลังโยคะขั้นสุดในการแทรกตัวเข้าไปให้ได้ เลือกใช้บริการรถออโต้หรือแท็กซี่จะเสียพลังงานและเสียอารมณ์น้อยกว่ากันเยอะ

ส่วนการเดินทางระหว่างเมือง มีให้เลือกใช้บริการทั้งรถบัสปรับอากาศและไม่ปรับอากาศ หรือรถไฟ แล้วแต่สะดวก สถานีรถบัสหรือสถานีรถไฟก้อมีในจุดหลัก ๆ ของแต่ละเมือง เลือกใช้บริการได้ไม่ยาก ที่เริ่ดคือรถบัสหรือรถไฟ เราสามารถจองออนไลน์ได้ แล้วเอาใบจองไปรับตั๋วที่สถานีรถได้เลย จะไปไหน รอบกี่โมง เป็นรถอะไร เลือกได้เลย หรือจะเลือกให้บริษัททัวร์ในย่านที่เราพักอยู่จองให้ก้อได้ บางสถานีมีแค่เพิงเล็ก ๆ ที่เป็นห้องตั๋วแล้วก้อมีนายตั๋วนั่งเบียดตัวอยู่ในนั้น แต่ก้อจองออนไลน์ไปรับตั๋วได้เหมือนกันนะตัวเธอ (แต่ในเมืองที่เล็กจริง ๆ หรือไม่ได้มีการจราจรระหว่างเมืองที่คับคั่งนัก ก้ออาจจะยังไม่มีระบบจองออนไลน์นะ ต้องเช็คกันเมืองต่อเมืองอีกที)

ปิดท้ายเรื่องรถราและการจราจร แถมให้อีกซักนิดดดดดดส์

3-on-bike

การซ้อน 3 ที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติ หรือการไม่ใส่หมวกกันน็อคก้อยิ่งเป็นเรื่องปกติเข้าไปอีก ส่วนคุณผู้หญิงที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์จะมีแฟชั่นการเอาผ้ามาพันหน้าพันตาพันแขนเก๋ ๆ แบบนี้เพื่อป้องกันแดดลม สีสันเต็มท้องถนน น่ารักดี

car

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นรถเกือบทุกคัน (ขอย้ำว่าเกือบทุกคันจริง ๆ แบบ 99%) จะมีรอยอารยธรรมให้ได้เห็นกันอย่างชัดเจนว่าได้ผ่านศึกมาโชกโชนขนาดไหน อย่างที่บอกว่าคนที่นี่ขับรถกันแบบระยะประชิด ห่างกันไม่ถึงครึ่งฟุต เบียดได้เบียด ปาดได้ปาด รถบางคันไม่มีกระจกข้างเพราะโดนสอยไปก้อด้วย หรือเอาออกโดยตั้งใจเลยก้อมี กันการเฉี่ยวชน แล้วใช้กระจกหลังเพื่อดูแทนกระจกข้าง คือแบบ ต้องมีวิชาติดตัวมาเลยในการขับรถที่อินเดีย บอกตรง ๆ ฉันคนนึงหล่ะที่ขับรถที่นี่ไม่ได้แน่นอน ใจเก๊าม่ะกล้าพอ!

cow-on-the-road

ปิดท้ายกันด้วยภาพกีฬามันส์ ๆ .. ถนนใหญ่รึจะสู้วัวและอูฐได้ นี่ก้อเป็นอีกเรืื่องที่ถือว่าไม่แปลกเลยในอินเดีย คือ เราจะพบเห็นวัวเดินอืด ๆ อูฐเดินอาด ๆ อยู่บนถนนในเมืองต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะในซอยเล็กซอยน้อยนะ บนถนนใหญ่กลางสี่แยกไฟแดงก้อเจอ จะเมืองเล็กรึเมืองใหญ่ มีหมด (วัวจะมีให้เห็นบ่อยกว่าอูฐ) อินเดียเค้าอินดี้จริง ๆ !

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *