วีรกรรม…เหนือเมฆ

คุณ ๆ นักเดินทางที่ขึ้นเครื่องบินมาหลายต่อหลายเที่ยว เจออะไรแปลก ๆ มาก้อคงจะหลายครั้งหลายเรื่อง บางทีเราเจอใครทำอะไรโก๊ะ ๆ เปิ่น ๆ เราก้อจะมีซีนแบบว่าแอบเอามือป้องปากอวบอิ่มน้อย ๆ ของเราแล้วแอบแค่นขำหึหึในลำคอสไตล์นางเอก หรือแอบพูดกับตัวเองในใจเหมือนที่ละครไทยทั่วไปเค้าทำกัน พึมพัมกับตัวเองไปพลางว่า ชิ๊ช๊ะ เรื่องอะไรแบบนี้คงไม่เกิดกับฉันแน่ ๆ อย่างฉันหน่ะเหรอจะโก๊ะกังซะเบอร์นั้น …. อ่ะแฮ่ม … ตัวฉันเองก้อเคยมั่นใจแบบนั้น… จนกระทั่งวันนั้น วันที่ฉันขึ้นไฟลท์กลับจากเมืองเดลลี ประเทศอินเดีย ..

 

ด้านหน้าสนามบินเดลลี

บริเวณด้านหน้าสนามบินอินทิราคานธี เมืองเดลลี มีีรถสาธารณะให้เลือกใช้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถตุ๊กตุ๊ก (ที่นั่นเค้าเรียกออโต้ ย่อมาจากออโต้ริกชอว์ แปลตรงตัวว่ารถลากอัตโนมัติ คือมีเครื่องยนต์จ้ะ ชัดเจน) รถแท็กซี่ รถเมลล์ ฯลฯ

แน่นอนว่าไฟลท์นี้เป็นไฟลท์โซโล่ คือ ฉายเดี่ยวอีกแล้วค่ะคุณ เสร็จสิ้นการเดินทางตะลอนกรุงเดลลี กระเพาะอัดแน่นด้วยโรตีและแกงกะหรี่แสนอร่อยจากโรงแรมเป็นมื้ออาหารเช้าตบท้ายก่อนจะลากกระเป๋าออกจากบ้านเอเอฟเข้าสู่สนามบินอินทิราคานธีเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่ดินแดนแผ่นดินทองสุวรรณภูมิถิ่นไทยเรา เซย์กู๊ดบายเหล่าบรรดาพี่ซิงห์ทั้งหลายแหล่ที่แห่กันมาช่วยเปิดประตูรถแท็กซี่โดยหวังจะได้ทิปจากฉันเป็นด่านสุดท้าย โอเค จัดไป 50 รูปี (ประมาณ 25 บาท / 1 บาท เท่ากับประมาณ 2 รูปี) สวย ๆ มากัน 3 คน ให้ไปคนเดียว จะทำไม ใครให้แห่กันมาฟะ! (ทุกที่จะเป็นแบบนี้เกือบหมด คนระดับแรงงานที่อินเดียเยอะมาก เยอะจนคนล้นงาน อีกตัวอย่างเช่น การตรวจกระเป๋าเพื่อรักษาความปลอดภัยตามมาตรการของเค้า ด่านหน้าประตู ผ่านเครื่องสแกนเนอร์โดยมีเจ้าหน้าที่แล้วหนึ่งด่าน เดินมาอีก 3 ก้าว ถึงประตูบานแรกด้านหน้า ขอเปิดกระเป๋าดูอีกหนึ่งด่าน ก้าวเข้าไปอีกไม่ถึงอีก 2 สเต็ป เจอพี่ซิงห์ขอเปิดกระเป๋าอีกหนึ่งด่าน สิริแล้วภายใน 10 ก้าว จะต้องผ่านด่านพี่เค้า 2 – 3 คนเป็นอย่างน้อย นี่แค่เข้าโรงแรมที่พักนะ ไว้จะเม้าท์มอยเรื่องคนที่มันล้นแรงงานที่สนามบินอินเดียให้อ่านในโพสต์หน้า แซ่บ บอกเลย) แท็กซี่แตะเบรคเอี๊ยดดดดดด ถึงที่หมาย จอดหน้าสนามบินปุ๊บ คว้ากระเป๋าลงปั๊บ และไม่ลืมทิปพี่ซิงห์ไปอีก 50 รูปี บวกกับยิ้มหวาน ๆ พลางนึกถึงคำที่พี่โน้สอุดมเคยพูดกับแท็กซี่ที่ฮ่องกงว่า เป็นไงหล่ะ เจอเศรษฐีนีไทยเข้าไป … หึหึ ปล่อยเค้าไว้ทำหน้างง ๆ (ว่าทำไมทิปน้อยจัง  คิคิ จริง ๆ เราไม่ต้องทิปเค้าก้อได้) แล้วเราก้อลากกระเป๋าเดินเข้าสนามบินไป พลิ้ว ๆ งาม ๆ

ภายในห้องโดยสายของเครื่อง Dream Liner

ภายในห้องโดยสายของเครื่อง Dream Liner แนวไฟยาว ๆ นั่นเปลี่ยนสีได้นะเออออ ถ้าเราบินไฟลท์กลางวัน เค้าจะเปิดไฟให้แบบสลัว ๆ เหมือนเราบินตอนกลางคืนเลย หลับสบาย แต่ถ้าใครอยากได้แสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ ตรงหน้าต่างจะมีปุ่มให้กด จากหน้าต่างทึบ ๆ ก้อจะมีแสงลอดเข้ามาได้ สว่างไปตามใจต้องการ คือ มีรายละเอียด มีความใส่ใจอ่ะ ชอบบบบบ

งวดนี้บินสบายสไตล์โรตีกับ Air India โดยส่วนตัวแล้วฉันชอบสายการบินนี้นะ ตั้งแต่สมัยก่อนที่เค้าจะเปลี่ยนโฉมเครื่องบินใหม่เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนแล้ว ไม่รู้ซิ คือ มันได้อารมณ์ดินแดนภารตะตั้งแต่ขึ้นเครื่อง คือเครื่องสมัยก่อนจะเป็นเครื่องแบบคลาสสิคหน่อย เบาะผ้าสีแดงเก่า ๆ ทีมแอร์ฯ แลจะมีอายุหน่อย เครื่องแบบเป็นสาหรี่เก๋ ๆ เห็นพุงย้อย ๆ ของคุณแอร์ฯ เห็นแบบนี้มีทีวีส่วนตัวนะจ้ะ เอออวววว แต่มีแค่ 4 ช่อง! ที่ได้อารมณ์สุด ๆ คือเป็นช่องหนังอินเดียล้วน ๆ ไม่มีช่องหนังหรือเพลงสากลให้วุ่นวายกับทริปที่คุณกำลังจะมุ่งหน้าสู่อินเดียเลย บิ้วอารมณ์ภารตะกันตั้งแต่ขึ้นเครื่อง เสิร์ฟเครื่องดื่มแบบป๋ามาก พี่ซิงห์คนนึงขอวิสกี้ คุณแอร์ฯเธอเทให้ซะครึ่งแก้วแบบว่าดื่มได้ดื่มไป จะได้ไม่ต้องเรียกมาเติมกันบ่อย ๆ …(เหรอ) ..  แต่พอทางสายการบินเอาเครื่องบินตัวใหม่มาให้บริการ มีชื่อเรียกเก๋ ๆ ว่า Dream Liner คือออออ ดีงามมมม ไฮโซไฮซ้อ เบาะดี ที่นั่งใหม่ ยังคงรักษาคุณภาพทีวีส่วนตัวของทุกที่นั่งไว้ แต่สะใจท่านผู้ชมด้วยช่องบันเทิงทั้งช่องอินเดีย ซึ่งมีให้เลือกหลายภาษาอย่างทมิฬ ฮินดี ฯลฯ อีกทั้งช่องไม่อินเดียก้อมีให้เลือกไม่อั้นแบบบุฟเฟ่ต์กันไปเลย ทั้งสากล จีน เกาหลี ฮอลลีวู้ด ฯลฯ จะหนังสั้น หนังยาว ซิทคอม สารคดี หรือแม้กระทั่งเพลง เยอะมาก! ที่บอกเล่าเก้าสิบมานี่คือ ไมไ่ด้เงินจากใครซักกะบาท แต่เป็นความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อาจจะต้องเพิ่มสตางค์อีกนิดหากเทียบกับสายการบินชั้นประหยัดอื่น ๆ แต่ฉันถือว่าคุ้ม มีช่องเสียบสายชาร์ทโดยใช้สาย USB อาหารเสิร์ฟจานร้อน และแน่นอน แอลกอฮอล์ลยังคงเสิร์ฟสไตล์ป๋าเหมือนเดิม เรียกเติมได้ตลอด เริ่ดป่ะหล่ะ! บางคนอ่านแล้วคงจะคิดว่า แหมมม ชอบอะไรนักหนา สายการบินอื่นก้อมีเสิร์ฟแบบเดียวกัน ทีวีส่วนตัวเหมือนกันนะ อันนั้นก้อใช่ แต่ส่วนตัวฉันชอบจิบเครื่องดื่มไป จกถั่วรสจัดจ้านไป ดูพุงแอร์ฯในสาหรี่สวย ๆ ไป ได้ฟิลลิ่งดีออก..

ภายในห้องโดยสายของเครื่อง Dream Liner

ณ จุดจุดนี้ …..

ได้ที่นั่งแล้ว รัดเข็มขัด ป่ะ กลับบ้านกันนะเรา (พูดกับตัวเองอีกแล้ว เดินทางเดี่ยวก้องี้ เบื่อ ๆ เดี๋ยวชวนคนข้าง ๆ คุยดีกว่า) ปรากฎว่าไฟลท์นั้นค่อนข้างว่าง ไม่มีคนมานั่งประกบซ้ายขวาฉันเลย โอ้ววว เอเมน ดีเลิสประเสริฐศรี ทีนี้อีก 4.30 ชม. ก้อเป็นพื้นที่ส่วนตัวของฉันซินะ พร้อมมั้ย บอกเลยว่าพร้อมมาก ก่อนจะเริ่มชั่วโมงเพลิดเพลินกับอุปกรณ์บันเทิงตรงหน้าที่มีหลายร้อยช่องให้เลือกสรร ต้องเปิดไฟลท์ด้วยการไปฉี่เป็นอันดับแรก จะได้นั่งยาวววววปายยยยย อ่ะเค สัญญาณแจ้งแล้วว่าปลดเข็มขัดได้ ว่าแล้วฉันก้อเดินไปเข้าห้องน้ำตามปกติ ปลดนั่น ปลดนี่ หย่อนสะโพก ปล่อยให้หมดแม็ก อืมมมมม เอีะ ทำไมน้ำไหลนองออกมาเต็มตลิ่ง หรือชักโครกเครื่องจะเสีย มีรอยแตกรึเปล่า เหลียวหลังหันไปมอง เฮ้ยยยย ไม่ได้ดูเล๊ยยยว่าตัวเองไม่ได้เปิดฝาชักโครกขึ้นมาก่อน สายการบินเค้าปิดไว้ตอนทำความสะอาดเสร็จแล้วฉันเข้ามาใช้คนแรกของไฟลท์นั้นไง โถๆๆๆๆ โถ ขวด ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ บินมาไม่รู้กี่ไฟลท์ต่อกี่ไฟลท์แล้ว ไม่เคยพลาดอะไรแบบนี้เลย ไม่คิดไม่ฝันเลยว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง! เรานะเรา กรี๊ดๆๆๆอยู่ในใจคนเดียวและในห้องน้ำคนเดียวด้วย ไม่เฉพาะรองเท้าและปลายขากางเกงที่ฉุ่มโชก เปียกแฉะทั้งกางเกงด้านหลังเลยค่ะพี่น้อง คือฉันเป็นคนที่ไม่ชอบใช้ห้องน้ำสาธารณะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ในลักษณะการใช้คือฉันจะไม่ขึ้นไปเหยียบให้ผิดธรรมเนียมให้เค้าด่าแม่เอาได้ แต่จะใช้พลัง squat จากหน้าขา แล้วค่อย ๆ หย่อนสะโพกลงไป แล้วเกร็งเอาไว้จนเสร็จธุระ ร่างฉันก้อจะไม่สัมผัสโดนขอบโถใด ๆ ทั้งสิ้น แน่นอนว่าฉันทำความสะอาดเช็ดเรียบทุกหยาดหยดให้หมดเกลี้ยงถ้ามีกระเด็นออกมาบ้างอะไรบ้าง อ่ะแน่ รู้ว่าหลายคนก้อใช้วิทยายุทธ์เดียวกันนี้ใช่ป่าว พลังหน้าขาเรายอดเยี่ยมอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ฉันจึงไม่รู้เลยว่าฝาชักโครกมันปิดอยู่….จนกระทั่งมันไหลเป็นน้ำตกแองการ่าจากฝาสู่พื้น.. สู่รองเท้า และปลายกางเกงอย่างรวดเร็ว ทำไงดีหล่ะทีนี้ ทำไงดีๆๆๆ จะเดินสะบัดก้นออกไปก้อไม่ใช่ ต่อมศีลธรรมและความรับผิดชอบมันค้ำคอฉันอยู่อย่างแรว๊งงงงเบยยยย ว่าแล้วก้อดึงสติกลับมา กัดฟันสวมกางเกงเปียก ๆ กลับเข้าไปบนร่างตัวเอง ดีนะที่เป็นกางเกงผ้า ไม่ใช่ยีนส์ … แล้วก้อค่อย ๆ ดึงทิชชุ่ออกมาจากม้วน ….. พันๆๆๆๆ เข้ากับมือ ได้ความหนาแล้วก้อดึงออกมา… เช็ดซิคะ ค่ะ น้ำนั้นหล่ะค่ะ นาทีนั้นคือแบบ ต้องทำอ่ะ และแล้วพี่โน้สอุดมก้อกลับเข้ามาในห้วงความคิดอีกครั้ง ซีนเดียวกับพี่เค้าเลยตอนเช็ดอ้วกบนเรือชมปลาที่ออสเตรเลีย อารมณ์เดียวกันเลย … เช็ดค่ะ เช็ดต่อ จากฝาลงมาตัวชักโครก เปิดฝาเช็ดที่รองนั่ง เช็คซิ มีเลอะตรงนี้มั้ย จากนั้น…ของจริงเริ่ม … พื้นจ้ะพื้น ซับๆๆๆ เช็ด ๆๆๆๆ ทิชชู่ใช้ไปเกือบหมดม้วน ฮืออออ อยากจะร้องไห้เป็นภาษาฮินดี ใช้เวลาเป็นแม่ศรีเรือนในห้องน้ำเบ็จเสร็จแล้วเกือบ 15 นาที ดีที่เป็นจังหวะเครื่องเพิ่งขึ้น ยังไม่มีใครมาต่อคิวเข้าห้องน้ำ….. ยังค่ะ เรื่องโก๊ะกังนี่ยังไม่จบง่าย ๆ แค่นี้

ฉันนำสังขารที่ด้านหลังไล่ไปจนถึงด้านล่างที่ฉุ่มฉ่ำกลับมายังที่นั่งของตัวเอง ขอบคุณพระเจ้าที่ที่นั่งอยู่ช่วง 2 แถวสุดท้ายของเครื่อง ผู้คนโหรงเหรง ณ จุดจุดนั้น … เอาไงดี จะนั่งยังไงดี อีกเกือบ 4 ชั่วโมง ยังคงงุนงงไม่อยากจะเชื่อกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในชีวิตไม่เคยเลยจริง ๆ กับการที่ไม่มองก่อนว่าฝาชักโครกมันปิดอยู่ก่อนจะทำภารกิจ เฮ้อออ ยังไงก้อสายไปซะแล้ว นึกขึ้นได้ว่ามีผ้าพันคออยู่ในกระเป๋าเป้ ดีหล่ะ! ว่าแล้วก้อเอาผ้าพันคอออกมา แล้วก้อม้วนตัวเองลงไปในผ้าห่มที่แอร์ฯคนสวยเอามาให้ใช้ตั้งแต่ก่อนเครื่องขึ้น แหมมมม ยิ่งนึกขอบใจบริการดีแสนดีของสายการบินนี้จริง ๆ … อ๊ะ อ๊ะ ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ใช่คนไร้มารยาทขนาดที่จะเอาผ้าห่มนั้นมาห่อส่วนที่ฉุ่มฉ่ำ พอม้วนตัวส่วนล่างเข้าไปได้ ฉันก้อค่อย ๆ ดึงกางเกงผ้าออกมา เอาผ้าพันคอผืนใหญพันเข้าไปแทน พันเป็นแบบกระโปรงสั้น ขมวดให้แน่น แล้วค่อยคลี่ผ้าห่มออกมาคลุมร่างด้านหน้าเป็นปลาแซลมอนแปะบนข้าวซูชิอีกที กันอุจาด …. จากนั้นฉันก้อกระเถิบจากเบาะด้านในติดหน้าตา่ง มาเบาะข้าง ๆ เว้นเบาะนั้นไว้ทำราวตากผ้าพาดกางเกงบนพนักแขน ให้ส่วนที่เปียกมันมาอยู่ด้านข้าง ๆ ไม่ให้โดนเบาะสายการบินเค้า คือ ณ จุดจุดนี้ บอกเลยว่า อนาถตัวเองมาก วันนี้ mini skirt ฉันสวยนนะ ไม่ใช่! วันนี้ฉันใส่กางเกงผ้ามานี่ …. อยากจะร้องไห้อีกซักรอบเป็นภาษาทมิฬนาดุล ใครเดินผ่านฉันไปเพื่อจะเข้าห้องน้ำ ฉันก้อต้องคอยดึงผ้าห่มให้แนบตัวไว้ ให้แน่ใจว่ามันจะไม่ร่นลงไปกองที่หน้าตัก คนเดินไปมาอาจจะตกใจกับแฟชั่นใหม่สไตล์เฉพาะหน้าของฉันก้อเป็นได้ ได้แต่พึมพัมกับตัวเองไป (อีกแล้ว) อธิษฐานพลางไป ขอให้กางเกงแห้งหรือหมาดๆก้อยังดี ก่อนเครื่องจะลงด้วยเถอะนะ นะ ….. ว่าแล้วก้อหยิบรีโมททีวีออกมา ดูช่องอะไรดีน๊า อุ้ย ช่องนี้ก้อหนังดี ช่องนี้ก้อซิทคอมฮา ๆ … อ่าาาาา นึกขอบใจเครื่อง Dream Liner ที่มีไฟสลัว ๆ ให้คนเห็นที่นั่งกันไม่ชัด มีสิ่งบันเทิงให้ฉันลืมความร้าวรานใจช่วงขณะบิน พร้อมกับจิบไวน์เบา ๆ เคล้ากับถั่วไปให้ใจครื้นเครง… แล้วลองทายกันดูซิจ้ะ ว่ากางเกงฉันจะแห้งทันมั้ย… ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ….

ปล. แอบเขิลนะ เรื่องนี้ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย ยกเว้นน้องสาว ชีฮากลิ้งมากมายแบบไม่ไว้หน้ากันเลย … เฮ้ออออ… แต่ก้อนะ เอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อคุณคนไหนเป็นสาว squat พลังหน้าขาแบบฉัน จะได้ไม่พลาดแบบเดียวกันนี้…สวัสดี นมัสเต

บอกไว้นิดส์นุง :
– การให้ทิปที่อินเดีย อันนี้ไม่เป็นภาคบังคับ แต่ด้วยความที่แรงงานเค้าค่อนข้างถูก เพราะคนล้นงาน (ประชากรเค้าเยอะมากจริงจัง) เราให้ทิปเค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ก้อถือเป็นสินน้ำใจที่แบ่งปันกัน ทิป 20 – 50 รูปีสำหรับการที่เค้ายกอาหารมาเสิร์ฟในร้านอาหารหรือที่ห้องพัก เด็กยกกระเป๋า ฯลฯ ส่วนคนขับแท็กซี่ ปกติเราจะทิปให้ในกรณีที่เค้าช่วยยกกระเป๋าเท่านั้น คนขับบางคนใจดำ ถึงที่หมายแล้วก้อถือว่าจบหน้าที่ งั้นก้อได้สตางค์แค่ตามมิเตอร์หล่ะกันนะพี่ซิงห์
– แนะนำให้จองรถแท็กซี่กับทางโรงแรม อาจจะแพงกว่าท้องตลาดนิดหน่อย คือจองกับโรงแรมจะอยู่ที่ประมาณขาละ 700 รูปีสำหรับการไปรับหรือไปส่งที่สนามบิน แต่ถ้าจองกับแท็กซี่หน้าสนามบินจะอยูที่ประมาณ 600 รูปี ซึ่งสภาพรถจะไม่ดีเท่าเราจองกับโรงแรมและมารยาทของคนขับก้อจะไม่ค่อยสุภาพและพยายามขายทัวร์อย่างมากระหว่างการเดินทางหรือพยายามให้เราแวะร้านขายส่าหรี่ ตัดสูท ร้านเพชรพลอย ฯลฯ
– เครื่อง Dream Liner จะให้บริการในบางเส้นทางเท่านั้น ไม่ใช่ทุกเส้นทางนะจ้ะ ตรวจสอบกับสายการบินก่อนจะดีที่สุด

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *